BBC News
"พวกเขามีศักยภาพลงมือก่อเหตุได้ตามใจชอบ" เหตุรุนแรง 51 จุดชายแดนใต้ สะท้อนศักยภาพของบีอาร์เอ็นอย่างไร
- จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เกิดเหตุความไม่สงบและเหตุก่อกวนอย่างน้อย 51 เหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เมื่อวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. ซึ่งส่งผลให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 ราย
นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยหลังประชุมติดตามสถานการณ์ชายแดนใต้วันนี้ (24 ส.ค.) ว่าฝ่ายความมั่นคงร่วมกับกองทัพภาคที่ 4 ได้เร่งสืบสวนหาผู้ก่อเหตุและอุดช่องโหว่ป้องกันเหตุซ้ำ โดยประเมินว่าการก่อเหตุล่าสุดเป็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ต่อภาครัฐ หลังเหตุทหารพรานเสียชีวิต 5 นายเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา
เขาบอกว่าจนถึงตอนนี้ ยังไม่พบข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าเป็นฝีมือของแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) เพียงกลุ่มเดียว เนื่องจากอาจมีกลุ่มภัยแทรกซ้อนอื่น ๆ เกี่ยวข้องด้วย แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าหมายถึงอะไร
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ระบุว่าเป็นฝีมือของบีอาร์เอ็น
นายฉัตรชัยระบุว่า เป้าหมายส่วนใหญ่เป็นที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และไม่ได้มุ่งทำร้ายประชาชน จึงต้องเร่งวิเคราะห์แรงจูงใจและผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม พร้อมกับยอมรับว่าฝ่ายข่าวประเมินได้ว่าจะมีเหตุ แต่ไม่สามารถระบุวันเวลาได้อย่างแม่นยำ ทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย จึงกำชับเพิ่มความเข้มข้นด้านข่าวกรองและการบูรณาการกำลังของทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองให้มากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ เปิดเผยว่า จะหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี เลขา สมช., ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานการณ์เหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้และกำหนดมาตรการรับมือในระยะต่อไป โดยยอมรับว่าฝ่ายการข่าวมีข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุ แต่ยังไม่สามารถระบุวันเวลาและเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ จึงจำเป็นต้องทบทวนการป้องกันและยกระดับความพร้อมของทุกหน่วยงาน
เขากล่าวต่อว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบว่าใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์และผู้ก่อเหตุหลบหนีไปยังพื้นที่ใด พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ขณะที่การประสานงานกับมาเลเซียมีอยู่ต่อเนื่อง และอาจขอความร่วมมือเพิ่มในการเฝ้าระวังชายแดนเพื่อป้องกันการหลบหนีข้ามแดนของผู้ก่อเหตุ
ด้านนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการ (ผอ.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ บอกว่า หน่วยงานความมั่นคงประเมินสาเหตุหลักของเหตุการณ์ไว้ 3 ประเด็น ได้แก่ การสร้างอำนาจต่อรองก่อนการพูดคุยสันติสุขที่คาดว่าจะเดินหน้าในช่วงปลายเดือน ต.ค. นี้, การฉวยจังหวะช่วงเปลี่ยนกำลังทหารเพื่อทดสอบศักยภาพฝ่ายรัฐ, และปัจจัยด้านสภาพอากาศในช่วงฤดูฝน
เขากล่าวต่อว่า การก่อเหตุส่วนหนึ่งอาจเชื่อมโยงกับการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ โดยเฉพาะใน จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี แต่ยังต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อแยกแยะเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้อง พร้อมยอมรับว่าเจ้าหน้าที่พอทราบลักษณะกลุ่มผู้ก่อเหตุจากรูปแบบการปฏิบัติการ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
ในเวลาเดียวกันนี้ นายฐนัตถ์บอกด้วยว่าได้เสนอให้ทางมาเลเซียเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลแนวชายแดน เพื่อสกัดการเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุ และเตรียมนำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาประเมินทั้งในมิติความมั่นคงและกระบวนการพูดคุยสันติสุขต่อไป
เขากล่าวต่อว่า การก่อเหตุส่วนหนึ่งอาจเชื่อมโยงกับการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ โดยเฉพาะใน จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี แต่ยังต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อแยกแยะเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้อง พร้อมยอมรับว่าเจ้าหน้าที่พอทราบลักษณะกลุ่มผู้ก่อเหตุจากรูปแบบการปฏิบัติการ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
เหตุใดการก่อเหตุร้ายทั้ง 51 จุด เกิดขึ้นในตอนนี้ ?
นายดอน ปาทาน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชายแดนใต้ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า หากพิจารณาดูเป้าหมายที่ถูกโจมตีทั้ง 51 แห่ง เห็นได้ว่าเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นพลเรือนหรือเป้าหมายที่อ่อนแอ แต่ผู้ก่อการร้ายไม่ได้มุ่งหวังจำนวนผู้เสียชีวิต ดังนั้นเขาจึงเห็นว่าเป้าหมายของผู้ก่อเหตุคือการทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย
เขากล่าวต่อว่า ขณะนี้การพูดคุยสันติสุขของไทยซึ่งนำโดยนายฐนัตถ์กำลังหารือกับบีอาร์เอ็น เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ในการลดความรุนแรงเป็นการชั่วคราว (Terms of Reference on Temporary Reduction of Violence) ซึ่งฝ่ายไทยหวังว่าจะได้ลงนามในทีโออาร์ (TOR) ฉบับดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
นายดอนอธิบายสถานการณ์การเจรจาในตอนนี้ว่า "ทั้งสองฝ่ายกำลังแลกหนูแลกแมวอย่างหนัก" และเป็นไปด้วยดี ซึ่งเบื้องต้นมีการตกลงกันว่าจะเปิดพื้นที่อัตลักษณ์และทางวัฒนธรรมให้มากขึ้น เช่น เรื่องภาษามลายู
"ทางบี (หมายถึงบีอาร์เอ็น) ก็เรียกร้องมาด้วยว่าต้องปล่อยนักโทษบางคน ฝ่ายไทยตอนแรกก็โอเค รับข้อเสนอมา แต่พอคุยไปคุยมาก็เกิดเหตุทหารพราน 5 คน โดนยิงตาย" นายดอนหมายถึงเหตุยิงเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งคนร้ายก่อเหตุยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ประชาชนบาดเจ็บอีก 6 ราย โดยเป็นเด็กหญิงวัย 3 ขวบ 1 คน และเด็กชายวัย 10 ขวบอีก 1 คน
"แล้วฝ่ายทหารก็โกรธมาก ฝ่ายไทยก็ช็อกมาก บอกว่ากำลังคุยกันได้ด้วยดีนะ เจอกันทั้งที่กรุงจากาตาร์ เจอกันที่กรุงเบอร์ลิน แล้วทำไมถึงแบบนี้ มันเกินไป น่าจะได้เซ็นกันแล้วนี่"
นายดอนบอกว่าฝ่ายปีกทหารของบีอาร์เอ็นในตอนนี้เป็นคนรุ่นใหม่ที่ "aggressive (ก้าวร้าว) และยังแค้นไทยมาก" และเท่าที่เขาพูดคุยกับคนในปีกนี้ของบีอาร์เอ็น พวกเขาอ้างว่า "ตราบใดที่ยังไม่มีการลงนามใน TOR ฉบับนี้ คุณไม่มีสิทธิบอกให้พวกเราลดความรุนแรงลง"
นายดอนอธิบายโดยใช้ข้อมูลที่เขาอ้างว่าได้มาจากการพูดคุยกับสมาชิกของกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ระบุว่าทางกลุ่มเรียกร้องให้ลดความรุนแรงมานานแล้ว และเห็นด้วยกับแนวทางนี้ แต่เงื่อนไขหนึ่งที่ทางไทยไม่ยอมรับเลยคือ การเปิดทางให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาติดตาม (monitoring) สถานการณ์ในช่วงที่ลดความรุนแรงลง ทำให้ทางกลุ่มมองว่า "ไทยอยากจะได้ แต่ไทยไม่ยอมให้อะไร ไทยอยากจะได้ reduction of violence เพื่อจะมาบอกกับประชาชนว่าเรากำลังมาถูกทาง แต่ไทยไม่ยอมให้มีองค์กรระหว่างประเทศมาอยู่ใน 3 จังหวัด"
ผู้เชี่ยวชาญอิสระรายนี้ชี้ให้เห็นว่า ความไม่ไว้วางใจต่อฝ่ายไทยและความต้องการให้มีฝ่ายที่สามเข้ามาติดตามว่าต่างฝ่ายต่างทำตามข้อตกลงหรือไม่ สามารถย้อนกลับไปถึงช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งฝ่ายบีอาร์เอ็นประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียวตามคำขอขององค์การสหประชาชาติ ที่เรียกร้องให้กองกำลังที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actor) และรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลกหยุดยิงชั่วคราว เพื่อร่วมมือต่อสู้กับการระบาดใหญ่ และฝ่ายบีอาร์เอ็นก็ตอบรับข้อเรียกร้องนี้โดยมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างความชอบธรรม ขณะแสวงหาการยอมรับจากนานาชาติด้วย
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของฝ่ายบีอาร์เอ็นกลับมองว่าฝ่ายทหารและสภาความมั่นคง (สมช.) ของไทยไม่ตอบสนองต่อการหยุดยิงฝ่ายเดียวของทางกลุ่ม และเปิดปฏิบัติการปิดล้อมหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อจัดการกับสมาชิกของกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความโกรธแค้นและเจ็บปวดให้กับทางกลุ่มอย่างมาก เมื่อสถานการณ์ในตอนนี้เปลี่ยนไป และฝ่ายไทยต้องการบรรลุ TOR ว่าด้วยการลดความรุนแรง ฝ่ายบีอาร์เอ็นโดยเฉพาะปีกทหารจึงปฏิเสธที่จะยอมรับเงื่อนไขอย่างง่าย ๆ หากไทยไม่ยอมให้มีผู้สังเกตการณ์จากนานาชาติเข้ามาตรวจสอบ
นายดอนยังชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุร้ายทั้ง 51 จุด ยังตรงกับช่วงเดือนแห่งการเฉลิมฉลองเอกราช (Merdeka) ของกลุ่มประเทศโลกมลายู เช่น วันที่ 17 ส.ค. เป็นวันประกาศเอกราชของอินโดนีเซีย และวันที่ 31 ส.ค. เป็นวันประกาศเอกราชของมาเลเซีย เป็นต้น

ส่วนสาเหตุที่สถานประกอบการเอกชน เช่น ร้านสะดวกซื้อ โรงโม่ปูน โรงเลื่อยไม้ โกดังเก็บไม้ รถแบคโฮ และรถบรรทุก ถูกวางเพลิง ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ชี้ว่าเป็นการโจมตีสัญลักษณ์ที่สื่อถึง"การปฏิบัติทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมของสยามต่อท้องถิ่น" ซ้ำรอยเหตุลอบวางเพลิงปั๊มน้ำมัน 11 จุดในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ถึงแม้เจ้าของปั๊มจะขึ้นชื่อว่าเป็นชาวไทยมลายูที่มีจิตใจเอื้ออารีในสายตาผู้คนในท้องถิ่นก็ตาม
"แม้ไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ต้องเข้าใจว่าเลนส์ที่เขาใช้มองมา เขามองว่าฝ่ายไทยหรือสยามเป็น colonial (เจ้าอาณานิคม) เป็นพวกที่มายึดครองด้วยกำลัง และการยึดครองทางเศรษฐกิจเช่นนี้มันไม่ยึดโยงกับคนท้องถิ่นหรือชาวปาตานี ไม่เป็นธรรมกับคนท้องถิ่น และปั๊มน้ำมันอย่าง ปตท. ก็เป็นสัญลักษณ์นั้น" นายดอนกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าวเสริมว่า เหตุลอบวางเพลิงปั๊มน้ำมันทั้ง 11 แห่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมายังเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากฝ่ายไทยไปพูดคุยกับฝ่ายบีอาร์เอ็นเพื่อหาทางออกจากข้อขัดแย้ง และทางกลุ่มเสนอเงื่อนไขเรื่องการปกครองตนเอง (self-government) ซึ่งมี 3 หลักการใหญ่ ได้แก่ ให้มีการจัดตั้งสภาท้องถิ่นและสภาภูมิภาคในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้และ 4 อำเภอใน จ.สงขลา, มีกลไกแบ่งสันอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางและภูมิภาค, และเปิดช่องให้แยกตัวเป็นเอกภาพได้หากฝ่ายไทยบิดพลิ้วหรือหักหลังข้อตกลงในภายหลัง
"แต่ผู้เจรจาของทีมนั้นกลับไปบอกกับบีอาร์เอ็นว่า the best you can get is เก้าอี้ที่ ศอ.บต. (สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะได้ คือเก้าอี้ที่ ศอ.บต.) ทางบีอาร์เอ็นจึงหมั่นไส้อย่างแรง และไปโจมตี 11 จุด" นายดอนเล่าให้บีบีซีไทยฟัง
ทั้งนี้ ศอ.บต. คือศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการพิเศษสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่พัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
หากมองว่าภายในกลุ่มบีอาร์เอ็นไม่มีความเป็นเอกภาพระหว่างปีกทหารที่คุมกองกำลังในพื้นที่และปีกการเมืองที่นั่งบนโต๊ะเจรจา นายดอนชี้ว่าทางฝ่ายไทยเองก็ไม่มีความเป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลพลเรือนและฝ่ายทหารของไทยเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าล่าสุดฝ่ายทหารของไทยได้ถอนตัวออกจากการพูดคุยฯ อย่างเป็นทางการ แต่พยายามเคลื่อนไหวสร้างช่องทางพูดคุยใหม่ เช่น ส่งตัวแทนเดินทางไปพบกับนายยุซุฟ คัลลา อดีตรองประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่เคยมีบทบาทหลักในการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองในอาเจะห์มาก่อน
"ซึ่งเขาเข้าไม่ถึงกลุ่มบีอาร์เอ็นหรอก นาน ๆ จะแวะมาที่ปัตตานีสักทีหนึ่ง" เขากล่าว
ข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญอิสระรายนี้คือ ฝ่ายไทยควรรักษาแนวทางการเจรจาเดิมและเดินหน้าตามกระบวนการต่อไป (stay the course, stay on track) โดยเน้นย้ำว่าฝ่ายไทยไม่จำเป็นต้องไปพยายามสร้างช่องทางพูดคุยหรือแทร็ก (track) ใหม่ ๆ ขึ้นมาเพิ่มอีก เพราะไม่ได้ส่งผลดีต่อความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพในภาพรวม และยิ่งสร้างบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจโดยไม่จำเป็น
พร้อมกันนี้ เขายังเสนอว่าหลักประกันการคุ้มครอง (immunity) ทางการเมืองและทางการทูตต่อคณะพูดคุยฯ ยังเป็นสิ่งจำเป็น และฝ่ายไทยควรเลิกมีอคติกับกลุ่มพัฒนาเอกชน (NGOs) หรือองค์กรระหว่างประเทศที่พร้อมเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุย ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการสันติภาพในพื้นที่ขยับต่อไปได้บ้าง
